สารบัญ ลายสัก รอยสัก

เส้นทางช่างสักของอเมริกา กับ ไทย 

Ink, Inc. – Guernica

หากเราจะพูดถึงประเทศที่มีความเสรีสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนเองก็น่าจะนึกถึงประเทศอย่างอเมริกาเป็นประเทศแรกอย่างแน่นอน และแน่นอนว่าเพราะว่าความเป็นอิสระเสรีนี้เองที่มันก็นำมาพาซึ่งงานศิลปะต่าง ๆ และหนึ่งในงานศิลปะที่เป็นที่นิยมเอามาก ๆ ของชาวอเมริกันนั่นก็คือ ศิลปะของการสักนั่นเอง โดยในประเทศอเมริกานั้นมีคนที่มีรอยสักคิดเป็นสักส่วนถึง 35% ในประเทศ หรือถ้าจะให้เทียบง่าย ๆ ก็คือ 1 ใน 3 ของประเทศและถ้าตีออกมาเป็นตัวเลข มันก็จะมีมากถึง 150 ล้านคนเลยทีเดียว และนั่นเองจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจการสักในประเทศอเมริการนั้นมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

มิน่า ธุรกิจการสักถึงมีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโตง่ายๆ

แถมยังว่ากันในเมืองพอร์ตแลนด์นั้นการทีจะหาร้านสักสักร้านยังหาง่ายพอ ๆ กับร้านตัดผมเลยทีเดียว แถมสัดส่วนของประชากรกว่า 35% นี้ก็ไม่ใช่รายสักแบบที่เป็นแบบมินิมอลเล็ก ๆ น้อยเท่านั้น เพราะว่าใน 35% นี้ยังเป็นคนที่นิยมชมชอบรอยสักแบบใหญ่ ๆ ให้กับแบบเต็ม ๆ ตา จนทำให้เรามักจะเห็นผู้คนที่มีรอยสักเดินขวักไขว่บนท้องถนนของแผ่นดินอเมริกากันอย่างชินตาไปแล้วนั่นเอง

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา

นอกจากนั้นแล้ว เมืองอย่างซานฟราซิสโกของอเมริกานั้นยังเคยได้รับชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการสัก

เพราะว่าที่นั่นมีบรรดาเหล่าช่างสักเก่ง ๆ อยู่มากมาย แต่แล้ววันหนึ่งพวกช่างสักเหล่านั้นก็ตัดสินใจที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับที่พอร์ตแลนด์ เนื่องจากที่แห่งนั้นมีค่าครองชีพที่ถูกกว่านั่นเอง แถมสังคมคนที่อยู่พอร์ตแลนด์เองก็เปิดกว้างรับรอยสักทำให้พวกเขาสามารถที่จะเดินเปิดเผยรอยสักของพวกเขากันอย่างภูมิใจ และ นั่นเองก็ทำให้เรื่องราวของรอยสักเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่มาแรงเอามาก ๆ ในแผ่นดินอเมริกา ส่วนสำหรับเมืองไทยเองอีกการสักเองจริง ๆ แล้วก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความนิยมเช่นกัน แต่ทว่าการสักนั้นจะไม่ได้หฤโหดเท่ากันแผ่นดินอเมริการเนื่องจาก ส่วนใหญ่แล้วลายสักที่ฮิตจริง ๆ นั่นก็คือ ลายสักแนวมินินอล 

และในเมืองไทยของเราเองก็ยังมีหนึ่งในช่างสักที่มีชื่อเสียงในเมืองพอร์ตแลนด์ที่เราได้เกริ่นเอาไว้ ซึ่งเขาคนนี้ได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากพอร์ตแลนด์มาเปิดสตูดิโอในการสร้ารอยสักอยู่ที่เชียงใหม่ โดยเขาคนนั้นก็คือ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ซึ่งการย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่นานถึง 10 ปีนี้เองที่ทำให้ตัวของ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ นั้นมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการสร้างรอยสักในเมืองไทย

New tattoo shop has begun making its imprint in Red Bank - centraljersey.com

ซึ่งตัวของ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ เองก็ได้เกริ่นนำและออกตัวออกมาเลยว่า

การจะเป็นช่างสักที่อเมริกานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย โดยตัวของ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ นั้นได้บอกว่ามนต์เสน่ห์ของการสร้างรอยสักในอเมริการนั่นก้คือ การไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับช่างสักคนนั้น ๆ ชนิดที่ว่าเอาตัวเข้าแลก นั่นก็คือการยอมไปสักกับช่างสักคนนั้นไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะตื้อของเป็นลูกศิษย์นั่นเอง แถมเมื่อเขารับแล้วเราจะมีสิทธิ์ในการสร้างเป็นช่างสักร้านเขาเลย เพราะว่าเขาจะใช้ให้ทำเพียงแค่เปิด – ปิดประตูร้าน และ เรียนรู้ด้วยตาไปเรื่อย ๆ แถมลูกค้าคนแรกที่จะได้สักนั่นก็คือ ตัวเองอีกด้วย

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมต้องไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับช่างเก่ง ๆ นั่นก็เพราะว่าในสมัยก่อนนั้นวงการรอยสักนั้นยังค่อนข้างที่จะปิด และ ทำให้มันไม่มีโรงเรียนในการสอนเรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งใครที่อยากจะเป็นศิลปินก็ต้องก็ไปขอฝึกกับช่างสักที่มีใบอนุญาตให้สามารถรับ Apprentice ได้ เพราะว่ามันจะต้องมีตารางเรียน การสอน วิชาต่าง ๆตามที่รัฐนั้น ๆ กำหนด

และนอกเหนือกจากการออกแบบ หรือ วาดรูปแล้ว ช่างสักนั้นยังต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของรอยสัก อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงกายวิภาคของผิวหนัง เท่านั้นยังไม่พอ เพราะว่ายังต้องเรียนรู้ไปถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงกฏหมายการสักเช่นการไม่สักให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 เด็ดขาด และยังต้องดูแลสุขลักษณะ และ การป้องกันการติดเชื้อทางกระแสเลือด รวมถึงอีกมากมายเลยอีกด้วย

5 Best Tattoo Artists in Raleigh, NC

นอกจากนั้นแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ช่างสักทุกคนต้องมีนั่นก็คือ ใบอนุญาต ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนกับการไปสอบใบขับขี่นั่นแหละ โดยผู้ที่ตัดสินใจจะเดินในเส้นทางรอยสักนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานสาธารณสุขชองรัฐ ซึ่งจะมีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ ที่ชื่อว่า Board of Electrologists and Body Art Practitioners โดยองค์กรนี้จะมีกฎระเบียบ และ มาตรฐานที่โหดหินแบบสุด ๆ แถมไอ้เจ้าใบอนุญาตนี้ก็ใช่ว่าทำครั้งเดียวตลอดชีพ แต่ทว่ามันยังต้องไปทำการต่ออายุทุก ๆ ปี โดยกฎของการต่ออายุนั่นก็คือ

จะต้องเรียนวิชาชีพเกี่ยวกับรอยสักนี้เพิ่มเติมอย่างน้อยปีละ 10 ชั่วโมง

แต่ก็เพราะการที่มันต้องหาความรู้เกี่ยวกับรอยสักเพิ่มเติมถึง 10 ชั่วโมงนี่แหละมันก็เหมือนกับการที่ช่างสักเหล่านั้นจะได้ชั่วโมงบิน และ ประสบการณ์ในการทำงานเพิ่มขึ้น และเมื่อมีประสบการณ์เกี่ยวกับรอยสักเพิ่มขึ้นแล้ว มันก็นำพามาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากกว่าที่ช่างสักสักคนจะมาถึงจุดนี้ได้มันต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย ซึ่งช่างสักคนไหนที่มีประสบการณ์และเก๋าเกมในวงการนี้ สามารถทำรายได้จากค่าสักชั่วโมงละ 200 เหรียญเลยก็มี แถมยิ่งลายยาก และ ใช้พื้นที่สักเท่าไหร่ยิ่งเรียกได้เงินได้เยอะ บางทีอาจจะได้ไปถึง 3000 – 4000 เหรียญเลยก็เป็นได้

เอาละกลับมาที่ประสบการณ์ของ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ กับเรื่องราวของรอยสักกันต่อ โดยหลังจากที่ตัวของเขาได้ลองสักกันตัวเองเพื่อที่จะเป็นการรู้น้ำหนักเข็ม รวมถึงแผลหายดี หรือไม่ ซึ่งถ้าผ่านก็จะไปเป็นขั้นต่อไปนั่นก็คือการไปหาลูกค้าจริงมาสัก ซึ่งพอจะสักเมื่อไหรบรรดาเหล่าช่างผู้มีประสบการณ์ในร้านที่เป็นอาจารย์ให้ก็จะมายืนล้อมดู และถ้าเกิดทำขั้นตอนไหนผิด ก็จะถูกสั่งให้หยุดทันที ยกตัวอย่างเช่น การสักที่เดิมซ้ำนานเกินไปจนผิวช้ำ หรือ สักเบาจนเส้นไม่ติด และ สักลึกเกินไป อะไรทำนองนี้Premium Photo | Professional african american tattoo artist makes a tattoo  on client arm

ซึ่งหลายคนอ่านมาถึงตอนนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่ลองไปซ้อมสร้างรอยสักกับซิลิโคนดูละ ซึ่งเหตุผลที่เหล่าอาจารย์ไม่ให้ทำแบบนี้นั่นก็เพราะว่าการสร้างรอยสักกับซิลิโคนนั้นยังไงก็ไม่สามารถให้อารมณ์ได้เหมือนกับการสร้างรอยสักบนผิวหนังคนจริง ๆ เพราะว่าผิวหนังจริงของมนุษย์แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป เช่นใครที่ตากแดดเยอะก็จะมีผิวหนังที่เหนียว หรือใครที่กินอาหารครบ 5 หมู่ก็จะมีผิวหนังที่นิ่ ส่วนใครคนไหนที่กินอาหารพวก จังค์ ฟู๊ด เยอะ ก็อาจจะมีผิวที่บามน้ำ เวลาลากเส้นหรือลงเส้นไปแล้วผิวก็บวมนูนขึ้นมา ซึ่งต้องเอาน้ำแข็งมาประคบเพื่อให้สักต่อได้นั่นเอง แถมยังมีกรณีอย่างคนเป็นเบาหวานมาสักอีกด้วย

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีก 2 เรื่องที่ถือว่าสำคัญต่อการสร้างรอยสักมาก ๆ เลยนั่นก้คือ เครื่องมือ และ สี

ซึ่งจริงแล้วตัวของ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ยังใช้เครื่องสักแบบ Tattoo Pen ซึ่งนับได้ว่าเป็นเครื่องสักแบบโบราณที่ทำมาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 -1950 อยู่เลย ทั่ง ๆ ที่โลกในปัจจุบันนี้มีเครื่องมือสักแบบดิจิตอลที่มันช่วยให้การสักง่ายขึ้นแล้วอีกด้วย แต่การใช้เครื่องสักแบบโบราณที่มันไม่มีเทคโนโลยีช่วยนี่แหละที่มันเปรียบเสมือนการให้ตัวของเราได้ซึมซับกับพื้นฐาน และ จิตวิญญาณของการสร้างรอยสัก

ส่วนในเรื่องของสี หรือ Tattoo Ink นอกจาการช่วยให้แผลหายง่ายแล้ว สิ่งที่ดีคือสีสวยสดใส สร้างรอยสักไปแล้วต้องไม่หมอง แต่ทว่า ก็ควรที่จะจัดจ้านเกินไปจนดูหลอกตา และที่สำคัญหมึกของมีส่วนผสมทเป็น Food Coloring Grade หรือสีที่เข้าไปสู่ร่างกายแล้วไม่อันตรายนั่นเอง ซึ่งทางอเมริกานั้นค่อนข้างที่จะมีการคุมเรื่องราวเกี่ยวกับสีสันที่ไว้สร้างรอยสักนั้นอย่างเข็มงวดเอามาก ๆ โดยโรงงานที่จะผลิกสีสำหรับรอยสักได้นั้น โรงงานนั้นจะต้องผ่านมาตรฐานทางสาธารณสุขอย่างจริงจัง และส่วนใหญ่แล้วร้านสักในอเมริกาก็มักจะเลือกสีจากโรงงานที่ผ่านการรับรอง FDA มาแล้วเท่านั้น tattooexpo09

สล็อตออนไลน์

ลายสัก HOT

บทความลายสักล่าสุด

หมวดหมู่ลายสัก

สารบัญ ลายสัก รอยสัก