สารบัญ ลายสัก รอยสัก

ศีรษะและรอยสักของชนเผ่าเมารีที่นำมาสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ชาวเมารี แห่งประเทศนิวซีแลนด์ | LEELAWADEE HOLIDAY

อย่างที่หลาย ๆ คนได้เคยอ่านข่าวคราว หรือ บทความต่าง ๆ เกี่ยวกับรอยสักในเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเราก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะพอรู้จักกันไปพอสมควรแล้วว่ารอยสักนั้นมีทั้งหมดกี่ประเภท และ แต่ละประเภทแป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าใครที่เพิ่งค้นหา หรือ มาเจอกับบทความนี้เป็นครั้งแรก และ ยังไม่รู้จักเกี่ยวกับประเภทของรอยสักเลยละก็ คุณสามารที่จะย้อนกลับไปเพื่อหาอ่านบทความเก่า ๆ ภายในเว็บไซต์ของเราได้เลย แต่ถ้าใครเคยอ่านมาแล้ว คุณเองก็น่าจะพอทราบกันมาแล้วว่าหนึ่งในรอยสักที่มีความเก่าแก่ทีสุดในโลกก็คงจะหนีไม่พ้นรอยสักประเภท Tribal หรือให้พูดเข้าใจง่าย ๆ นั่นก็คือ รอยสักประเภทชนเผ่าต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งรอยสักประเภทนี้นั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่พื้นที่ ซึ่งชนเผ่าเหล่านั้นอาศัยอยู่ และในวันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งชนเผ่าที่มีรอยสัก และ ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์อย่างชนเผ่าที่เรียกตัวเองว่า ชนเผ่าเมารี

ก่อนที่เราจะไปเริ่มต้นเรื่องราวของรอยสักของชนเผ่าเมารีกันนั้น อันดับแรกที่เราจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนก็คือพวกเขาคือใคร โดยชนเผ่าเมารีเป็นชนเผ่าที่มีเชื้อสายโพลินีเซีย ซึ่งเป็นชนเผ่าดั่งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่บนหมู่เกาะนิซีแลนด์ โดยคาดว่าบรรพบุรษของพวกเขาได้เดินทางถึงเกาะเหนือ และ เกาะใต้ ของประเทศนิวซีแลนด์เมื่อราว ๆ ค.ศ. 800 ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้นี่เองที่เป็นการเดินทางค้นหาดินแดนครั้งสุดท้ายที่ชาวโพลิเนียค้นพบและเข้าครอบครอง แถมการค้นพบในครั้งนี้ยังเป็นการค้นพบดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครองเลยอีกด้วยStoryteller] “เมารี (Maori)” ชนเผ่านักรบแห่งโพลีนีเซีย

โดยชนเผ่าเมารีที่มาอาศัยอยู่บนเกาะนิวซีแลนด์ในตอนนั้นดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า  และ ล่าสัตว์

เพื่อบรรเทาความหิวโหยกันในช่วงแรก ๆ ซึ่งสัตว์ป่าที่เป็นอาหารหลักของพวกเขาในตอนนั้นก็คือ นกที่มีชื่อว่า นกโมอา ซึ่งเป็นนกที่พบได้ทั่วไปในบริเวณนั้น แต่ทว่าหลังจากการล่าอย่างหนักในที่สุดนกโมอาก็ค่อย ๆ สูญพันธ์จนหมดในช่วงเวลา 600 ปีก่อน และนั่นเองก็ทำให้ชนเผ่าเมารีหันมาเพราะปลูกแทน แต่ถึงแบบนั้นแล้วปริมาณอาหารก็ยังไม่สามารถที่จะหล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนได้อยู่ดี และนั่นเองก็ทำให้เกิดการทำสงครามระหว่างเผ่าเพื่อแย่งชิงทรัพยากร และนั่นเองก็ทำให้แต่ละเผ่าต่างสร้างป้อมปราการล้อมรอบหมู่บ้านของตัวเองเอาไว้เพื่อที่จะป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่ทว่าป้อมปราการเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ชนเผ่าเมารี แข็งแกร่งขึ้นจนทำให้มันสามารถป้องกันได้แม้กระทั้งชาวผิวขาวที่เพิ่งเข้ามายังดินแดนใหม่

สินค้าศีรษะมนุษย์ โมโคโมไค *** - Pantip

และจากสงครามเหล่านั้นนี้เองที่ทำให้บรรดาเหล่าชนเผ่าเมารีมีการสร้างประเพณีบางอย่างขึ้นนั่นก็คือ การมีรอยสักหน้าเอง เพราะว่ารอยสักเหล่านั้นจะทำการบ่งบอกถึงเผ่าพันธุ์ ครอบครัว ชาติตระกูล ฐานะ อาชีพ และรวมไปถึงวีกรรมต่าง ๆ ที่พวกเขาเคยทำมานั่นเอง โดยผู้ชายในชนเผ่าเมารีมักจะนิยมสักกันทั่วทั้งใบหน้า ส่วนผู้หญิงนั้นจะนิยมสักที่ปากและคาง แต่ถึงแบบนั้นแล้วการสักเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับเหล่าคนชนชั้นสูงในชนเผ่าเมารีเพียงเท่านั้น 

แต่เพราะการสักที่เกิดขึ้นหมู่ชนชั้นสูงของเผ่าพันธุ์นี้เองที่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนสยอง และ เรื่องราวอันน่าเศร้าของชนเผ่าเมารี โดยสำหรับชนชนชั้นสูงที่มีรอยสักบริเวณใบหน้านั้น เมื่อพวกเขาตายไปทางครอบครัวก็ทำการตัดศีรษะของคน ๆ นั้นออกมาเพื่อทำเป็นมัมมี่เฉพาะส่วนหัว โดยพวกเขาจะเอาสมองกับลูกตาของผู้เสียชีวิตแล้วออกไป จากนั้นจุดอุดรูเหล่านั้นด้วยต้นปอ รวมถึงยางไม้ และจากนั้นก็จะเอาศีรษะที่มีรอยสักนั้นออกไปตากแดดเพื่อให้แห้ง และหลังจากนั้นก็จะดำเนินขั้นตอนต่อไปโดยการเอาศีรษะที่มีรอยสักนั้นไปชุบน้ำมันฉลามเพื่อที่จะรักษาศีรษะนั้นเอาไว้ให้อยู่สภาพไม่เน่าเปื่อยเหมือนกับการทำมัมมี่ของอียิปต์โบราณ เพียงแต่ศีรษะที่เป็นมัมมี่นี้ชนเผ่าเมารีจะเรียกว่า โมโคไมไค ซึ่งศีรษะของบรรพบุรุษพวกนี้จะถูกนำออกมาใช้ในพิธีสำคัญต่าง ๆ เพื่อเป็นกระลึกถึงนั่นเอง

สินค้าศีรษะมนุษย์ โมโคโมไค *** - Pantip

และเมื่อเรารู้ว่าศีรษะที่เต็มไปด้วยรอยสักของชนเผ่าเมารีนั้นมีความสำคัญอย่างไร ดังนั้นเจ้าสิ่งที่เรียกว่า โมโคไมไค มันจึงเป็นดั่งสิ่งที่ต้องปกป้องด้วยชีวิต ทำให้เวลาที่เกิดการสู้รบระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้นนั้น ฝ่ายที่สามารถเอาชนะได้ก็มักจะนำชนชั้นสูงของชนเผ่าเมารีฝ่ายที่รบแพ้มาตัดศีรษะเพื่อที่แสดงออกถึงการเหยียดหยาม แต่นอกจากนั้นแล้วมันก็ยังมีอีกนัยยะสำคัญนั่นก็คือก็การนำศีรษะนั้นมาทำเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาหลาย ๆ อย่าง

แต่ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึวศตวรรษที่ 19 ซึ่งในตอนนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์กำลังบูมอย่างถึงขีดสุด แต่ทว่ามันไม่ได้บูมมาจากสินค้าส่งออก หรือ การทำโรงงาน เพียงแต่ว่ามันบูมมาจากสินค้าอย่าง โมโคไมไค หรือถ้าจะให้พูดแบบถูกต้องนั่นก็คือศีรษะมนุษย์นั่นเอง ซึ่งถ้าหากถามว่าทำไมสินค้ามันถึงบูมในช่วงศตวรรษที่ 19 นั่นก็เพราะว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนขาวเริ่มขยายอธิพล และ ไล่ล่าอณานิคมต่าง ๆ จนกระทั่งพวกเขาได้ยกพลขึ้นมายังนิวซีแลนด์ที่ชนเผ่าเมารีปักหลักอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งไอ้สิ่งที่เรียกว่า ไมโคไมไค นี้เองมันดันไปสร้างความแปลกประหลาดให้กับเหล่าคนผิวขาวเหล่านั้น เนื่องจากพวกเขามองว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกดี 

โมโกโมไก ศีรษะชนเผ่าเมารี รอยสักหลังความตายที่กลายเป็นสินค้า

ซึ่งไอ้ความแปลกของไมโคไมไคหรือศีรษะบรรพบุรุษของชนเผ่าเมารีนี่เองที่มันได้เปลี่ยนให้สิ่งที่กลาย

เป็นเหมือนสิ่งเคารพ กราบไหว้บูชามาโดยตลอดของชนเผ่าเมารีได้กลายเป็นเหมือนกับสินค้าไปโดยปริยาย เพราะว่าเหล่าผู้รุกรานนั้นยินยอมที่จะแลกปืนคาบศิลารวมถึงกระสุนดินดำกับไมโคไมไค 

แต่เพราะว่าไอ้เจ้าไมโคไมคนี้มันเป็นเหมือนกับสิ่งของสำคัญของชนเผ่าเมารีดังนั้นมันก็ยังมีอีกหลาย ๆ ที่ไม่ยอมขายมันอย่างเด็ดขาด แต่ทว่าบางเผ่ากลับรู้สึกว่าการขายศีรษะของบรรพบุรษทิ้งไปเพื่อแลกกับปืนคาบศิลานั้นย่อมดีกว่า เพราะว่าการมีปืน และ กระสุนที่เป็นเทคโนโลยีที่เหนือชั้นมาก ๆ ในตอนนั้นมันเท่ากับว่า เผ่าของพวกเขาก็เหมือนมีกำลังเสริมในการที่จะบุกรุกเผ่าคนอื่นได้มากขึ้นกว่าเดิม และ เมื่อพวกเขาแผ่ขยายอำนาจได้มากพวกเขาก็จะมีชีวิตการกินอยู่ที่ดีตามานั่นเอง

และเพราะความคิดที่ขัดแย้งกันระหว่าง ชนเผ่าเมารี ด้วยกันเองนั้นมันก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สงครามปืนคาบศิลาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 1807 และกินเวลายาวนานมาจนถึงปี 1842 เลยทีเดียว ซึ่งอานุภาคของปืนคาบศิลานี้ที่มันได้เริ่มทำให้ชนเผ่าเมารีหลาย ๆ คนที่ไม่มีปืนนี้ได้เข้าใจแล้วว่าพวกเขาจะไร้ทางต่อต้านอย่างแน่นนอนว่าถ้าพวกเขายังยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเอง

และในที่สุดหลาย ๆ ชนเผ่าก็ตัดสินใจ ไมโคไมไคหรือศีรษะบรรพบุรุษของชนเผ่าเมารี ขายให้กับเหล่าคนผิวขาวเพื่อที่แลกเอาปืนคาบศิลามาใช้ทั้งป้องกันถิ่นฐานของตัวเอง หรือ บุกรุกเผ่าอื่น

และเพราะการขายใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยสักของชนเผ่าเมารีนั้นได้สร้างหลาย ๆ อย่างให้กับพวกกเขา แต่ถามว่าลำพังเพียงแค่บรรพบุรุษของพวกเขามันจะเพียงพอต่อการแลกปืนหลาย ๆ กระบอกมาใช้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่พออยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงทำให้เรื่องราวเริ่มเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเมื่อชนเผ่าเมารีหลาย ๆ คนที่ขายศีรษะของบรรพบุรุษของเขาหมดแล้วแต่ยังมีความจำเป็นในการใช้ปืนอยู่ มันจึงทำให้พวกเขาตัดสินใจทำเรื่องสุดโหดร้ายนั่นก็คือ การสร้างใบหน้าที่มีรอยสักปลอมขึ้นมา โดยพวกเขาได้ละเมิดกฏที่ชนชั้นสูงเท่านั้นจะมีรอยสักด้วยการจับทาส หรือไม่ก็ศัตรูที่พ่ายแพ้ของพวกเขาสักใบหน้า และ นำไมโคไมไคที่ทำแบบลวก ๆ เหล่านั้นส่งออกไปขาย

และพวกความลวกในผลงานนั่นเอง มันเลยทำให้ชาวตะวันตกในตอนนั้นเริ่มนิยมสะสมเจ้าสิ่งนี้กันมากขึ้น จนทำให้กลายเป็นของประชันกันว่าลายสักบนไมโคไมไคของใครนั้นมีความวิจิตรและสวยงามมากว่ากัน และนั่นเองก็ส่งผลให้สงครามปืนคาบศิลานั้นยังคงดำเนินต่อไปแบบไม่รู้จบ และ ทำให้มีชนเผ่าเมารีหลายคนล้มตาย จนถึงทำให้บางเผ่านั้นย่อยยับและหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว ซึ่งการเกิดเรื่องแบบนนี้มันจะเรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ก็คงไม่แปลกนัก

และในที่สุดแล้วทุกอย่างก็เข้าสู่กลไกของการตลาดเมื่อสินค้ามีมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการของผู้บริโภคนเองก็ลดลงเช่นเดียวกับ ศีรษะที่เต็มไปด้วยรอยสักของชนเผ่าเมารีที่เริ่มมีมากขึ้น รวมถึงปืน ทำให้ในที่สุดราคาขายก็ตกลง แต่กว่าที่พวก

ชนเผ่าเมารีจะรู้ตัวในเรื่องนี้ภาพรวมของชนเผ่าก็เสียหายไปมากแล้ว แถมหลังจากนั้นเมื่อพวกเขาตกเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกโดยสมบูรณ์ เหล่ารัฐบาลก็ใช้เรื่องราวของความป่าเถื่อนนั้นมาสั่งบังคับใช้ให้เลือกซื้อขายโมโคโมไค และนั่นเองก็เป็นจุดจบของเรื่องราวอันโหดร้ายนี้ลง

ufabet

ลายสัก HOT

บทความลายสักล่าสุด

หมวดหมู่ลายสัก

สารบัญ ลายสัก รอยสัก